"พาราอินฟลูเอนซ่า" ลูกป่วยพ่อแม่แยกให้ออก ไม่ใช่แค่ไข้หวัดธรรมดา

ลูกป่วยมีไข้ ไอ เสียงแหบ อาการเหล่านี้บ่งบอกว่าลูกคุณอาจกำลังป่วยติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า ที่ร้ายแรงจนเสี่ยงโรคระบบทางเดินหายใจได้
วิริยะประกันสุขภาพพาทำความรู้จักไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่าว่าเพราะอะไรจึงอันตรายต่อสุขภาพเด็ก ๆ สังเกตอาการให้ชัวร์ พร้อมแนะแนวทางป้องกัน และเกราะป้องกันให้เจ้าตัวเล็กด้วยประกันสุขภาพเด็ก วิริยะ โกลด์ บาย บีดีเอ็มเอส
รายงานจากเฝ้าระวังโรคทางเดินหายใจ (Flu-RightSize) เปิดเผยว่าเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี เสี่ยงติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่ามากที่สุด โดยมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 70.6 รวมถึงมีอาการรุนแรงเมื่อเทียบกับช่วงวันอื่น ๆ
ไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า ร้ายกว่าไข้หวัดธรรมดา
ไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า (Human Parainfluenza Virus - HPIV) เป็นเชื้อไวรัสที่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โดยแบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์ ได้แก่ HPIV-1, 2, 3, 4 และยังเป็นสาเหตุหลักเกิดภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มอาการโรคครูป (Croup) หรือกล่องเสียงอักเสบ ที่อาจนำไปสู่โรคระบบทางเดินหายใจในอนาคตของลูกน้อย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรดูแลลูกอย่างใกล้ชิด รวมถึงรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสต่าง ๆ
รู้ทันไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่าติดต่ออย่างไร?
เชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่าจะแพร่กระจายผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจของผู้ติดเชื้อไวรัส และมีการสัมผัสบริเวณใบหน้า จึงทำให้สามารถติดต่อได้ง่าย รวมถึงในช่วงเวลาที่ผู้ติดเชื้อไอหรือจามแล้วละอองไวรัสที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศก็สามารถทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้เคียงติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่าได้เช่นกัน
สังเกตอาการไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า
ไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่าในเด็กมักมีอาการรุนแรงแตกต่างกันไปในแต่ละสายพันธุ์ รวมถึงพบในเด็กที่มีช่วงอายุต่างกันออกไป
สายพันธุ์ HPIV 1 และ 2
พบบ่อยในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนจนถึง 2 ขวบ สังเกตอาการได้ ดังนี้
- มีไข้
- มีอาการไอก้องเหมือนเสียงเห่าของสุนัข
- เสียงแหบ
- มีอาการหายใจลำบาก อาจมีเสียงหวีดตอนหายใจเข้า
สายพันธุ์ HPIV-3
พบบ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ซึ่งมีอาการรุนแรงที่สุดในทุกสายพันธุ์ อาจส่งผลให้เกิดอาการหลอดลมอักเสบและปอดอักเสบ สังเกตอาการได้ ดังนี้
- มีไข้สูง
- มีอาการไอ
- หายใจถี่เร็ว หายใจกระแทก อาจมีเสียงหวีดตอนหายใจเข้า รวมถึงมีอาการหอบเหนื่อย
- มีเสมหะปริมาณมาก
- มีอาการอ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร
สายพันธุ์ HPIV-4
พบได้ในเด็กทุกช่วงวัย มีอาการเพียงเล็กน้อยเพราะติดเชื้อเพียงระบบหายใจส่วนบนเท่านั้น สามารถสังเกตอาการได้ ดังนี้
- มีน้ำมูกไหล
- มีอาการไอ จาม
- เจ็บคอ
ข้อควรรู้ : เชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่าแตกต่างกับไข้หวัดใหญ่ยังไง? แม้จะมีอาการคล้ายกัน แต่การติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่าสังเกตได้จาก ‘โรคครูป (Croup)’ ที่มีอาการไอเสียงก้อง ในขณะที่ไข้หวัดใหญ่สังเกตได้จากที่ไข้สูงและปวดเมื่อยร่างกาย
วิธีป้องกันลูกน้อยจากไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า
ในช่วงฤดูฝนที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อได้มากกว่าฤดูอื่น แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกน้อยอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่า
- ล้างมือสม่ำเสมอ ควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือฆ่าเชื้อโดยแอลกอฮอล์ล้างมือ เจลล้างมือสำหรับเด็ก เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัส
- สอนให้ลูกน้อยรักษาระยะห่างในพื้นที่ชุมชน ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสหรือช่วงที่มีผู้ติดเชื้ออยู่ใกล้เคียง สวมหน้ากากอนามัยให้ลูกทุกครั้งหากต้องอยู่ในที่ชุมชน
- ฉีดวัคซีน แม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีวัคซีนเพื่อป้องกันไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่าโดยตรง แต่ควรให้ลูกน้อยได้รับวัคซีนป้องกันโรคทางเดินหายใจอื่น ๆ เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อได้หลายชนิด และเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในกรณีติดเชื้อไวรัส
- ซื้อประกันสุขภาพเด็ก ภูมิคุ้มกันสุขภาพร่างกายของเด็กแข็งแรงไม่เท่าผู้ใหญ่ และยิ่งอ่อนแอลงในช่วงฤดูฝนเพราะความชื้นและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง การวางแผนซื้อประกันสุขภาพวิริยะ โกลด์ บาย บีดีเอ็มเอสจากวิริยะประกันสุขภาพ ให้คุณพ่อคุณแม่อุ่นใจว่าลูกน้อยจะได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมที่สุด
ไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่ามีระยะแพร่เชื้อกี่วัน?
ไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่ามีระยะฟักตัวอยู่ที่ 2-6 วัน ตั้งแต่เริ่มรับเชื้อจนมีเริ่มอาการ และผู้ติดเชื้ออาจมีระยะแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ในช่วงที่เริ่มมีอาการต่อเนื่องได้นานถึง 1 สัปดาห์ โดยเฉพาะในเด็ก และพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นพบการแพร่ระบาดมากที่สุดในช่วงฤดูฝน ในสภาพอากาศที่เย็นและชื้นในฤดูฝนทำให้เชื้อไวรัสมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น รวมถึงแพร่กระจายอยู่ในละอองฝนได้มากกว่าช่วงฤดูอื่น
ป่วยติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่ากี่วันถึงจะหาย?
หลังจากติดเชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซ่าจะสามารถหายได้ภายใน 7-10 วัน และซึ่งอาการในช่วง 3 วันแรกอาจจะมีไข้สูง ยังไม่มีวัคซีนหรือยาที่รักษาโรคนี้โดยเฉพาะ จึงต้องเน้นการรักษาตามอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย
เสริมเกราะป้องกันให้ลูกรักในทุกฤดู เลือก วิริยะ โกลด์ บาย บีดีเอ็มเอส
กำลังมองหาซื้อประกันสุขภาพเด็กที่ไหนดี? ที่จะเป็นหลักประกันสุขภาพให้ลูกรักได้อย่างครอบคลุม ขอแนะนำแผนประกัน วิริยะ โกลด์ บาย บีดีเอ็มเอส จาก Viriyah Health Insurance ดูแลลูกน้อยครอบคลุมด้วยมาตรฐานทางการแพทย์ระดับสูง ให้คุณพ่อคุณแม่อุ่นใจในแม้ในวันที่เจ้าตัวเล็กเจ็บป่วย
✔คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลต่อครั้งสูงสุด 5 ล้านบาท
✔คุ้มครองกรณีเสียชีวิตสูงสุด 100,000 บาท
✔คุ้มครองค่าห้องพัก ค่าอาหาร ค่าบริการนอนรักษาตัว สูงสุด 15,000 บาทต่อวัน
✔รับการรักษาในเครือข่ายโรงพยาบาล BDMS
✔สมัครได้ตั้งแต่อายุ 15 วัน - 65 ปี
เพราะสุขภาพของลูกคือเรื่องสำคัญที่สุด วางแผนปกป้องลูกรักไม่ว่าจะในฤดูไหน
เลือกซื้อประกันสุขภาพ วิริยะ โกลด์ บาย บีดีเอ็มเอส ได้แล้ววันนี้
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ประกันสุขภาพเด็ก2569ที่ไหนดี? ทำไมพ่อแม่ต้องซื้อประกันสุขภาพให้ลูก
3 Checklist ต้องรู้ ก่อนซื้อประกันสุขภาพเด็ก
รู้เมื่อสาย! อย่ารอให้ป่วยก่อนทำประกันสุขภาพ
เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯกำหนด
ที่มา : โรงพยาบาลพญาไท, โรงพยาบาลวิมุต, โรงพยาบาลกรุงเทพ
สินค้าแนะนำ
ประกันสุขภาพ
วิริยะ โกลด์ บาย บีดีเอ็มเอส