สาเหตุทำอึ้ง! เสี่ยงโรครูมาตอยด์ 1.3 เท่า! เพราะปัญหาในสุขภาพช่องปาก

“ฟันผุ” ปัญหาสุขภาพช่องปากที่ใคร ๆ หลายคนชอบมองข้าม ไหนจะอาการปวดฟัน เหงือกบวม เหงือกร่น อาจไม่ได้ทำให้แค่ทรมานจากอาการปวด แต่เพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นโรครูมาตอยด์
บทความนี้จะพาทุกท่านไปไขข้อสงสัยว่าแค่ฟันผุจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงโรครูมาตอยด์ได้อย่างไร? สาเหตุเกิดจากอะไร? และมีวิธีการป้องกันรักษาอย่างไร พร้อมแนะนำแผนรับมือทุกปัญหาด้านสุขภาพ กับแผนประกันสุขภาพเหมาจ่าย วี ดีลักซ์ แคร์ บาย เกษมราษฎร์ จาก Viriyah Health Insurance
จากงานวิจัยในวารสาร The Journal of Rheumatology พบว่า “ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพในช่องปากตั้งแต่อาการปวดเล็ก ๆ ไปจนถึงระดับรุนแรง เสี่ยงในการเป็นโรครูมาตอยด์สูงถึง 30% หรือประมาณ 1.3 เท่า และในกรณีที่ฟันผุขั้นรุนแรงมากจนสูญเสียฟันไปแล้ว ความเสี่ยงในการเป็นโรครูมาตอยด์อาจพุ่งสูงได้ถึง 160% เมื่อเทียบกับคนทั่วไป”
รู้จัก “โรครูมาตอยด์” เกิดจากอะไร?
โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) เป็นโรคที่เกี่ยวกับกระดูกและข้อต่อ เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดปกติไป จนทำลายเนื้อเยื่อในอวัยวะต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดอาการอักเสบ มีอาการปวด บวม ตามกระดูกอ่อนและข้อต่อในร่างกาย
4 ปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรครูมาตอยด์
ในปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุแน่ชัดของการเกิดโรครูมาตอยด์ได้โดยตรง แต่มีปัจจัยกระตุ้นที่จะสามารถทำให้เกิดโรครูมาตอยได้ดังนี้
- พันธุกรรม หากคนในครอบเคยมีประวัติป่วยเป็นโรครูมาตอยด์ ได้แก่ พ่อแม่, ปู่ย่า, ตายาย อาจส่งผลให้ทายาทมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
- เพศหญิง เพศหญิงมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรครูมาตอยด์สูงกว่าเพศชายถึง 3 เท่า เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อหุ้มข้อตัวเองได้ง่ายกว่า
- สภาพแวดล้อม หากร่างกายได้รับสารเคมี เช่น ใยหิน ซิลิกา เพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรครูมาตอยด์ได้
- การอักเสบในร่างกาย หากมีบริเวณใดในร่างกายที่เกิดการอักเสบเป็นระยะเวลานาน เช่น โรคเหงือก ฟันผุ อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในทำงานผิดปกติจนเริ่มไปกระตุ้นการเกิดโรครูมาตอยด์ได้เช่นกัน
แค่ฟันผุ เสี่ยงเป็นโรครูมาตอยด์ได้จริงไหม?
ฟันผุเพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นโรครูมาตอยได้จริง การปล่อยให้ฟันผุไม่ยอมรักษาเท่ากับปล่อยให้เชื้อแบคทีเรียในช่องปากทำลายเหงือกให้เกิดภาวะอักเสบเรื้อรัง จนไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้เกิดการทำงานผิดปกติ ส่งผลให้ทำลายกระดูกอ่อนและข้อต่อ กลายเป็นโรครูมาตอยด์ในที่สุด
อาการปวดฟันแบบนี้สู่โรครูมาตอยด์
- มีอาการปวดบวม มีรอยช้ำแดง โดยมักเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งร่างกาย ได้แก่ ข้อมือ นิ้วมือ ข้อศอก ข้อเท้า เข่า และคอ
- ข้อต่อฝืดแข็ง อาจเกิดได้หลังจากไม่ได้เคลื่อนไหวระยะเวลาหนึ่ง เช่น ตอนตื่นนอนในช่วงเช้า ตอนนั่งท่าเดิมนาน ๆ
- สัมผัสได้ถึงปุ่มเนื้อนิ่ม ๆ ในบริเวณที่มีการเสียดสีบ่อย ๆ เช่น ข้อนิ้วมือ ข้อศอก กระดูกสันหลัง
- อาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- อาจมีไข้ต่ำ
- น้ำหนักตัวลดลง
ถ้าเป็นโรครูมาตอยด์ รักษาหายไหม?
ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีหรือยารักษาโรครูมาตอยด์ให้หายขาดได้ 100% โดยแพทย์จะทำการวินิจฉัยและรักษาตามอาการ เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด และยับยั้งการอักเสบของบริเวณที่ปวดบวมเท่านั้น โดยมีวิธีการรักษา ได้แก่ การทำกายภาพบำบัด, การใช้ยา, การผ่าตัด ซึ่งแพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและข้อจำกัดของผู้ป่วยก่อนเลือกวิธีการรักษา
6 แนวทางป้องกันโรครูมาตอยด์
- ระวังไม่ให้ฟันผุ เพราะเชื้อแบคทีเรียจากฟันผุสามารถเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรครูมาตอยด์ได้
- หากรู้สึกได้ถึงอาการผิดปกติหรือปวดบวมที่บริเวณกระดูกและข้อต่อนานกว่า 2 สัปดาห์ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยทันที
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงทำร้ายข้อต่อ ได้แก่ ยกของหนัก, กระโดด, นั่งยอง, นั่งขัดสมาธิ, พับเพียบ
- รับประทานอาหารที่มีแคลเซียม วิตามินดี รวมถึงวิตามินซีเพื่อบำรุงกระดูกและเนื้อเยื่อ
- ออกกำลังกายเพื่อบริหารข้อต่อและร่างกายสม่ำเสมอ
- ซื้อประกันสุขภาพ วี ดีลักซ์ แคร์ บาย เกษมราษฎร์ แผนประกันสุขภาพที่ออกแบบมาดูแลครอบคลุมทุกความเจ็บป่วยตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง ให้คุณวางแผนรับมือปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดได้
เป็นโรครูมาตอยด์ ห้ามกินอะไรบ้าง?
การเลือกรับประทานอาหารสำคัญมากในผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ เพราะอาหารบางชนิดสามารถกระตุ้นอาการของโรคให้กำเริบได้ แล้วอาหารที่ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ห้ามกินจะมีอะไรบ้าง?
- อาหารขัดสี อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล ได้แก่ ข้าวขาว ขนมปังขาว น้ำตาลทรายขาว
- นมทุกชนิดที่มีโปรตีน ได้แก่ นมวัว, นมแพะ, นมถั่วเหลือง
- ของทอด ได้แก่ ไก่ทอด, มันฝรั่งทอด, เฟรนช์ฟรายส์, ลูกชิ้นทอด
- อาหารที่กระตุ้นให้เกิดกรด ได้แก่ กาแฟ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ถั่ว, โปรตีนจากสัตว์
- อาหารที่มีไขมันไม่ดี (LDL) ได้แก่ เค้ก, ชีส, เนื้อสัตว์โดยเฉพาะสัตว์ปีก
จะอาการปวดแบบไหนก็ดูแลครอบคลุม เลือก วี ดีลักซ์ แคร์ บาย เกษมราษฎร์
อยากเริ่มวางแผนเรื่องสุขภาพ หากกำลังลังเลซื้อประกันสุขภาพที่ไหนดี? ขอแนะนำประกันสุขภาพวิริยะ วี ดีลักซ์ แคร์ บาย เกษมราษฎร์ จาก Viriyah Health Insurance ที่ดูแลคุณแบบ VIP โดยไม่ต้องแบกรับเรื่องค่าใช้จ่ายในวันที่เจอปัญหาสุขภาพ
✔คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสูงสุด 800,000 บาทต่อครั้ง
✔ไม่จำกัดจำนวนครั้งการรักษาต่อปี
✔ห้องพัก VIP *ไม่มีส่วนต่างแม้แต่บาทเดียว
✔ชดเชยรายได้เมื่อนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลวันละ 500 บาท
✔เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเครือเกษมราษฎร์ได้ทั่วประเทศ
ดูแลสุขภาพช่องปากเป็นอย่างดี ลดความเสี่ยงโรครูมาตอยด์ และภาวะแทรกซ้อนอื่น
วางแผนดูแลสุขภาพ ซื้อประกันสุขภาพวิริยะ วี ดีลักซ์ แคร์ บาย เกษมราษฎร์ ได้แล้ววันนี้
บทความที่เกี่ยวข้อง :
ปวดขาตอนกลางคืน จนนอนไม่หลับ เกิดจากอะไร พร้อมวิธีแก้
กลิ่นปากบอกโรคอะไร? สัญญาณเตือนสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม
เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯกำหนด
หมายเหตุ : *บริษัทฯ อาจให้ผู้เอาประกันภัยสำรองจ่ายในบางกรณี
ที่มา : โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์, โรงพยาบาลบางปะกอก 9, โรงพยาบาลกรุงเทพ, NIH, The Journal of Rheumatology
สินค้าแนะนำ
ประกันสุขภาพ
วี ดีลักซ์ แคร์ บาย เกษมราษฎร์